วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

มุมทำงานในสวน



WRITER: เกซอนลา
PHOTOGRAPHER: คลังภาพนิตยสารบ้านและสวน

การทำงานในสวนให้สนุกนอกจากใจรักแล้ว การจัดมุมทำงานดีๆก็ทำให้การเพาะกล้า ย้ายต้นไม้ ไม่หนักหนาสาหัสเกินไป มุมนี้อาจมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้เราใช้งานได้ง่ายขึ้น เช่น โต๊ะ เก้าอี้ อ่างล้างมือ  อีกทั้งควรจัดระเบียบให้มีที่เก็บของ จัดวางวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงต้นไม้ที่เพาะขยายพันธุ์ไว้ให้เป็นที่เป็นทาง ก็จะทำให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยและน่าใช้งาน แถมหากจัดดีๆก็ใช้เป็นมุมโชว์ในสวนได้ด้วย คอลัมน์ “การ์เด้นไอเดีย” ฉบับนี้ นอกจากจะมีภาพตัวอย่างสวยๆแล้ว ยังมีเกร็ดความรู้ดีๆให้คุณนำไปจัดระเบียบมุมทำงานให้สวยปิ๊งมากยิ่งขึ้น ...ว่าแล้วก็เข้าไปทำงานในสวนกันเถอะ

Gardening Workspace มุมทำงานในสวน

เลือกมุมไหนดี
                การเลือกมุมใดในสวนเป็นมุมทำงานต้องดูจากความสะดวกของตัวเราเป็นหลัก อาจเป็นมุมใดมุมหนึ่งนอกบ้านที่มีพื้นที่สักหน่อย มุมนั้นควรเข้าไปใช้งานง่าย หากดูรกตาไม่สวยงามก็อาจหลบซ่อนอยู่ด้านหลัง หรือปลูกต้นไม้พราง ซึ่งมีวิธีเลือกตำแหน่งของมุมทำงานในสวนง่ายๆดังนี้
ควรเลือกมุมทำงานที่อยู่ใกล้กับสวน คือเดินต่อเนื่องกับสวนได้สะดวก ไม่ควรอยู่ในจุดอับที่ทางเดินแคบเกินไป เผื่อต้องมีการขนย้ายวัสดุอุปกรณ์หนักๆที่ต้องใช้รถเข็น
ไม่ควรเดินผ่านจากตัวบ้านไปยังมุมนั้น เพราะตัวเรามักเลอะเทอะจากการทำงาน หากต้องเดินผ่านเข้า-ออกบ้านก็จะทำให้บ้านสกปรกได้
ควรเป็นมุมที่มีร่มเงาเพื่อให้ไม่ร้อนเกินไปเมื่อเข้าไปใช้งาน ลองสังเกตตัวเองว่าชอบทำงานในสวนช่วงไหน หากชอบเข้าสวนตั้งแต่เช้าตรู่ก็ควรเลือกมุมที่ร่มตอนเช้า แต่หากชอบเข้าสวนช่วงบ่าย มุมนั้นก็ควรได้รับเงาจากตัวบ้านหรือต้นไม้ช่วงบ่าย เป็นต้น
บริเวณที่จัดเป็นมุมทำงานในสวนควรปูพื้นแข็ง จะเป็นพื้นที่ว่างหลังบ้านที่เทพื้นคอนกรีตแล้ว หรือวางแผ่นทางเดินเป็นลานก็ได้ เพื่อให้ทำความสะอาดง่ายและไม่เฉอะแฉะหากฝนตกหรือมีการล้างอุปกรณ์
ควรอยู่ใกล้หรือต่อน้ำและไฟเข้ามาในสวนได้สะดวก เนื่องจากมุมทำงานในสวนมักเป็นพื้นที่นอกบ้านซึ่งไม่ได้มีการเตรียมระบบน้ำและไฟไว้ตั้งแต่แรก การคำนึงถึงเรื่องนี้จะทำให้คุณทำงานง่ายมากยิ่งขึ้น
หากมีหลังคาหรือกันสาดคลุมเพื่อป้องกันฝนจะดีมาก เพราะมุมนี้มักเป็นจุดที่เราใช้เก็บวัสดุและอุปกรณ์ด้วยในตัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ควรแห้งอยู่เสมอ
ควรเป็นมุมที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อไม่ให้มีการสะสมความชื้นและเชื้อโรคอันจะเป็นปัญหาต่อต้นไม้ที่เพาะเลี้ยงในมุมนั้นได้
มีอะไรในมุมนี้บ้าง
              โต๊ะทำงาน ควรกว้างและอยู่ในระยะมือเอื้อมถึงส่วนในสุดของโต๊ะที่ประมาณ 55-65 เซนติเมตร แต่หากวางโต๊ะไว้ตรงกลางให้เข้าทำงานได้สองด้าน อาจเพิ่มความกว้างโต๊ะได้ถึง 110-130 เซนติเมตร ความสูงของโต๊ะควรอยู่ระดับที่ทำงานได้สบายคือ 75- 85 เซนติเมตร สำหรับนั่งเก้าอี้หรือยืนทำงาน ไม่ควรนั่งทำงานกับพื้น เพราะจะทำให้เสียสุขลักษณะและเกิดอาการปวดหลังได้ง่าย
ภาพที่ 2  โต๊ะทำงานไม้มีชั้นวางของอยู่ใกล้มือให้หยิบใช้สะดวก นอกจากนี้ยังใช้พื้นที่เหนือโต๊ะทำงานเป็นชั้นวางของได้ด้วย
              อ่างล้างมือ ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่มักมองข้าม นอกจากจะใช้ล้างไม้ล้างมือแล้ว ยังใช้ล้างอุปกรณ์ภาชนะต่างๆ อ่างล้างมือควรมีความสูงที่ 90 เซนติเมตร จะทำให้คุณใช้งานได้กำลังดี
              ชั้นวางของ วัสดุบางอย่างควรวางในที่แห้งและร่ม อยู่สูงเกินกว่าเด็กเอื้อมถึง เช่น ปุ๋ย ฮอร์โมน ตลอดจนสารเคมีอันตรายต่างๆ ส่วนอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ เช่น ช้อนปลูก ส้อมพรวน กรรไกรตัดกิ่ง เชือก อาจใส่กล่องหรือวางบนชั้น สำหรับอุปกรณ์ชิ้นใหญ่ๆ เช่น จอบ พลั่ว มีดพร้า นำไปแขวนผนังหรือใส่ลังให้หยิบใช้ได้สะดวก โดยวางในที่ร่มและแห้งเช่นกัน เพื่อป้องกันความชื้นที่จะทำให้วัสดุอุปกรณ์เป็นสนิมและเสียหาย ทั้งนี้อุปกรณ์ที่มีคมต่างๆควรเก็บให้ปลอดภัยจากมือเด็ก และวางอุปกรณ์โดยหันด้านคมเข้าผนังหรือพื้นเสมอ ส่วนภาชนะบางอย่างที่สามารถเปียกน้ำได้ เช่น กระถาง บัวรดน้ำ ตลอดจนวัสดุปลูกบางชนิด ทำชั้นวางให้ดูเรียบร้อยก็เพียงพอ
               ห้องเก็บของ หากบ้านมีบริเวณสักหน่อยอาจแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นห้องเก็บของและอุปกรณ์ในสวนด้วยก็ได้ เพราะจะเก็บอุปกรณ์ได้เป็นระเบียบและทนทานนานมากกว่า หากเป็นห้องเล็กๆก็ทำชั้นวางและเก็บวัสดุอุปกรณ์ด้านใน แต่หากมีห้องใหญ่สักหน่อยอาจวางโต๊ะทำงาน หรือถ้าจัดไว้สวยๆจะแบ่งพื้นที่เป็นมุมนั่งเล่นด้วยก็ยังได้ ใครไม่อยากยุ่งยากลงมือทำห้องเก็บของเอง ลองหาซื้อบ้านเก็บของสำเร็จรูปซึ่งมีให้เลือกหลายขนาดและรูปแบบมาวางในสวนก็ได้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่  Addon Square โทรศัพท์ 0-2936-3733 และ 08-9404-6699
               รถเข็น หากสวนมีขนาดเล็ก รถเข็นอาจเป็นอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นนัก แต่หากสวนของคุณมีขนาดใหญ่ รถเข็นก็เป็นสิ่งที่ช่วยทุ่นแรงในการทำงานได้เป็นอย่างดี สำหรับขนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ขนขยะและเศษวัสดุในสวนไปทิ้ง ดังนั้นจึงควรเตรียมทางเดินในสวนให้ใช้รถเข็นได้สะดวก ทางที่ใช้รถเข็นไม่ควรมีขั้นบันไดหรือระดับที่ต่างกันมากๆ หากจำเป็นควรปรับเป็นทางลาดและมีระยะความกว้างของทางประมาณ  1-1.10 เมตร

Tips
โรงเรือนเป็นอีกทางเลือกสำหรับมุมทำงาน เพราะใช้เก็บต้นกล้าและต้นไม้ได้ด้วยในตัว บางครั้งยังดัดแปลงเป็นมุมพักผ่อนด้วยก็ได้หากมีพื้นที่มากพอ โดยปกติแล้วในประเทศเขตหนาวนิยมทำเป็นโรงเรือนกระจกเพื่อใช้เก็บต้นไม้ในช่วงฤดูหนาว แต่สำหรับบ้านเราควรทำเป็นโรงเรือนโปร่ง ด้านข้างติดบานเกล็ด ระแนง หรือขึงซาแรนให้ลมพัดผ่านได้ หากต้องการกันฝนได้ก็ทำหลังคาโดยขึงพลาสติก พอลิคาร์บอเนต หรือหลังคากระเบื้องลอนได้ตามแต่สะดวก
มุมเก็บวัสดุปลูกต่างๆ เช่น ดิน ปุ๋ยคอก ทราย กาบมะพร้าว แกลบ ให้จัดวางเป็นสัดส่วน กั้นแยกแต่ละชนิดไม่ให้ปะปนกันเพื่อให้หยิบใช้ง่าย หากเป็นถุงก็วางแยกให้เป็นระเบียบ
ไอเดียสร้างสรรค์มุมทำงานในสวน
              จริง ๆแล้วมุมทำงานในสวนอาจไม่จำเป็นต้องมีอะไรมาก แค่โต๊ะสักตัวก็ยืนทำงานได้สบาย ๆ อาจเพิ่มเติมองค์ประกอบและเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับตัวเราเข้าไป เพื่อให้หยิบจับใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น ในต่างประเทศจะมีโต๊ะทำงานในสวนโดยเฉพาะที่เรียกว่า “Potting Bench” หรือ “Potting Table” โต๊ะชุดหนึ่งอาจมีเพียงโต๊ะเรียบๆและชั้นวางของด้านล่างขนาดกะทัดรัด หรือหากมีฟังก์ชันมากหน่อยก็ติดอ่างล้างมือมาเป็นชุด และมีแผงไม้ติดมาบนโต๊ะทำเป็นชั้นวางของหรือแขวนอุปกรณ์ต่างๆ บ้างก็ติดล้อให้เคลื่อนย้ายไปใช้งานตามมุมต่างๆได้สะดวก เหมาะสำหรับคนรักสวนที่จะได้มีพื้นที่ดีๆไว้ปลูกต้นไม้เพลินๆ ซึ่งเราก็มีมุมทำงานในสวนไอเดียดีมาฝากให้ลองไปดัดแปลงทำตามง่ายๆดังนี้ค่ะ
โต๊ะกลม (ของเหลือใช้จากที่ม้วนสายไฟ) วางกลางสวนสำหรับเป็นโต๊ะทำงานได้รอบด้าน เหมาะสำหรับสวนที่มีพื้นที่กว้างและควรหาตำแหน่งวางบนพื้นแข็ง
โต๊ะทำงานที่ประกอบจากเศษไม้ พื้นที่ใต้โต๊ะก็ใช้เป็นที่เก็บภาชนะต่างๆในตัว
วางโต๊ะตัวใหญ่ชิดกับผนังบ้านด้านใดด้านหนึ่งก็สร้างมุมทำงานในสวนขึ้นมาได้ สำหรับโต๊ะที่มีขนาดใหญ่ คุณอาจหาชั้นวางของมาวางทับลงไปอีกทีเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยก็ได้
โต๊ะตัวนี้ถือได้ว่าเป็น Potting Bench แบบหนึ่ง โดยทำท็อปโต๊ะให้เป็นกระบะสำหรับผสมดินปลูกต้นไม้ หรือวางไม้กระถางตกแต่งลงไป
มุมปลูกต้นไม้ในโรงเรือน วางถาดไม้ที่ใช้ใส่วัสดุปลูกบนโต๊ะ ทำให้เศษวัสดุไม่เลอะเทอะกระจัดกระจาย ใกล้กันยังวางเก้าอี้สำหรับจัดเป็นมุมนั่งเล่นได้ด้วยในตัว
ห้องเก็บอุปกรณ์งานช่างต่างๆ เราอาจใช้มุมนี้เป็นมุมทำงานในสวนและงานอดิเรกอื่นๆก็ยังได้
ห้องที่ต่อเชื่อมออกมาจากตัวบ้านดัดแปลงไว้เก็บของ สังเกตมุมด้านหนึ่งมีที่แขวนอุปกรณ์ต่างๆส่วนโต๊ะก็ทำง่ายๆโดยต่อแผ่นไม้ยื่นจากผนังออกมา

สวนสวยที่งาน Ellerslie International Flower Show


สวนสวยที่งาน Ellerslie International Flower Show

ครสต์เชิร์ช (Christchurch) เมืองอันแสนสงบเงียบบนเกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ ดินแดนที่ได้ชื่อว่ามีความเป็น “อังกฤษ” ที่อยู่นอกเกาะอังกฤษมากที่สุด ไครสต์เชิร์ชสร้างขึ้นเมื่อปี 1850 โดยผู้อพยพชาวอังกฤษนำเอาศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมต่างๆมาไว้ที่นี่ ภายในเมืองจึงเต็มไปด้วยตึกเก่าแสนสวยงามมากมาย น่าเสียดายว่าเมื่อปี 2011 ไครสต์เชิร์ชประสบกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้บ้านเรือน อาคารสำคัญหลายแห่งพังทลายลงไปเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยความร่วมแรงแข็งขันของชาวเมืองที่ช่วยกันฟื้นฟู ไครสต์เชิร์ชในวันนี้จึงกลับมาสวยงามและน่าอยู่อีกครั้ง แม้จะยังคงเห็นร่องรอยของสิ่งก่อสร้างที่กำลังบูรณะอยู่ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราเห็นว่าแผ่นดินไหวทำอะไรที่นี่ไม่ได้ก็คือต้นไม้ใหญ่อายุตั้งแต่ไม่กี่สิบปีจนถึงนับ ร้อยปีที่ยังยืนต้นสวยงาม อวดกิ่งก้านแผ่ร่มเงาสีเขียวสมกับสมญานามเมืองกลางสวน หรือ Garden City



               ในช่วงฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงเป็นเวลาที่อากาศเย็นสบายกำลังดีและท้องฟ้าสีสดแจ่มจ้า เหมาะจะจัดงานแสดงสวนซึ่งเป็นงานสำคัญของปีในประเทศนิวซีแลนด์ Ellerslie International Flower Show 2014 ตลอดสองข้างทางที่เดินไปยังงานชอุ่มเขียวด้วยต้นไม้นานาชนิด แม่น้ำเอวอนสายๆเล็กที่ผ่านเมืองนี้ก็เต็มไปด้วยธรรมชาติอันแสนสวยงาม มีฝูงเป็ดลอยเล่นหากินอยู่ในแม่น้ำ เป็นชีวิตเล็กๆในระบบนิเวศที่พบเห็นได้ทั่วไป และในที่สุดเราก็มาถึง North Hagley Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่ (อยู่ติดกับ Christchurch Botanic Gardens)  ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดงานระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคม 2557ภายในงานเต็มไปด้วยการจัดประกวดมากมาย ทั้งประกวดออกแบบสวนซึ่งมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ Feature Gardens สวนโชว์ไฮไลต์ของงาน โดยมีนักออกแบบชั้นนำทั้งจากนิวซีแลนด์และประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย ตบเท้าเข้าร่วมงาน แม้ว่ารูปแบบสวนจะค่อนข้างหลากหลาย แต่ก็ยังสอดแทรกการใช้พรรณไม้ท้องถิ่นและรูปแบบสวนที่นิยมจริงๆของคนที่นี่ ประเภทต่อมาคือ Emerging Designs ผลงานของนักเรียนนักศึกษาด้านแลนด์สเคป การออกแบบ หรือพืชสวน จัดแสดงบนพื้นที่เล็กๆแต่เต็มไปด้วยไอเดียที่น่าสนใจ สุดท้ายคือ School Gardens ผลงานของโรงเรียนต่างๆ 8 แห่งในไครสต์เชิร์ชที่ให้เด็กๆชั้นประถมในโรงเรียนมาช่วยกันเนรมิตหน้าบ้านให้กลายเป็นสวนสวยซึ่งเต็มไปด้วยไอเดียและผลงานฝีมือเด็กๆ จนเรียกความสนใจจากผู้ชมได้อย่างเนืองแน่น นอกจากนี้ยังมีการประกวดและโชว์อื่นๆ ทั้ง Flower Bed Competition ที่สร้างสรรค์ผลงานพรมดอกไม้แสนสวย Floral Art Exhibits การประกวดจัดดอกไม้ ไฮไลต์อยู่ที่การให้ Young Designers มาแข่งจัดดอกไม้สดสร้างสรรค์เป็นผลงานต่างๆตามธีมทุกวัน ภายในสวนแต่ละจุดยังมีประติมากรรมจากศิลปินจัดวางโชว์แทรกกันไปอย่างกลมกลืนให้สามารถซื้อหาไปประดับบ้านได้ นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมหมุนเวียนกันทุกวัน รวมทั้งบู๊ธแสดงสินค้าตกแต่งสวนและต้นไม้อีกมากมายท่ามกลางอากาศดีและผู้คนที่ออกมาเที่ยวงานอย่างคึกคัก
สำหรับแนวโน้มของเทรนด์สวนที่เหมาะจะนำไปใช้ตกแต่งสวนในบ้าน ทางผู้จัดงานก็สรุปออกมาให้เราเข้าใจและนำไปใช้ง่ายๆ โดยเราจะพบเห็นในแต่ละสวนมากบ้างน้อยบ้างซึ่งมีดังนี้ค่ะ

การกลับมาของดอกไม้ (The Return of the Flower)
              ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าทิศทางของสวนมักเป็นรูปแบบที่ใช้ต้นไม้รูปทรงชัดๆและฮาร์ด สเคปแข็งๆ แต่ตอนนี้ต้องบอกว่าเทรนด์การปลูกดอกไม้เริ่มกลับมา เปรียบเหมือนสวนเป็นดั่งจานสี และดอกไม้คือหยดสีที่แต่งแต้มให้ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยสีสัน ซึ่งนอกจากจะสวยงามแล้ว ยังตัดมาประดับบ้านได้ด้วย

สร้างป่าเล็กๆสำหรับผึ้ง (Going Wild for Bees)
              สวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้และละอองเกสรกันหอมหวาน ดึงดูดผึ้งให้เข้ามาอาศัยช่วยผสมเกสรพืชพรรณเหล่านี้ การสร้างทุ่งดอกไม้ป่าไว้ในสวน มาจากเทรนด์สวนในงาน Chelsea Flower Show ปีที่ผ่านมา การหว่านเมล็ดดอกไม้ป่าเหล่านี้ให้ค่อยๆเติบโตในสวน นอกจากจะช่วยเรียกผึ้งให้เข้ามาแล้ว ยังรวมถึงสัตว์เล็กๆชนิดอื่นๆที่เป็นประโยชน์ ทั้งแมงมุมและแมลงปีกแข็งต่าง ๆ

ย้ายสวนเข้ามาอยู่ในบ้าน (The Garden Moves into the Home)
              การทำให้บ้านกับสวนกลายเป็นพื้นที่ส่วนเดียวกันคือแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น แต่เดิมนั้นมักมีการสร้างห้องกลางสวน แต่ตอนนี้เป็นการย้ายสวนเข้ามาอยู่ในบ้าน ไม่เพียงแค่เรื่องการปลูกต้นไม้ในบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงลวดลายดอกไม้บนของตกแต่งบ้านต่างๆ ทั้งผ้า เครื่องใช้ในบ้าน และการตกแต่งภายในให้มีบรรยากาศสวนอบอวลอยู่รอบๆ

สวรรค์ของการพักผ่อน (A Haven of Relaxation)
               สวนคือแดนสวรรค์ของการพักผ่อน การออกแบบสวนให้มีพื้นที่จุดไฟสร้างความอบอุ่น (ในบ้านเราอาจปรับเป็นมุมวางเตาสำหรับปิ้งย่าง) มีอ่างอาบน้ำกลางแจ้งให้ได้นอนแช่เพื่อผ่อนคลาย ตลอดจนการทำห้องพักผ่อนเล็กๆที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว สร้างพลังและความสุขได้อย่างเหลือเชื่อ เทรนด์นี้ถือได้ว่าโดดเด่นและเห็นได้ชัดที่สุด ดูได้จากสวนโชว์หลายๆสวนภายในงานที่มีการจับเอาเรื่องนี้มาเป็นจุดเด่นในการออกแบบ

สวนสวยอย่างยั่งยืน (Sustainability is Still Going Strong)
               เทรนด์นี้เกิดขึ้นมาสักพักและยังไม่หายไปไหน โดยเฉพาะในนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย เพราะเป็นรูปแบบการจัดสวนที่ไม่ได้เน้นเพียงแค่ความสวยงามอย่างเดียว แต่ยังพูดถึงการพึ่งพาตนเองของมนุษย์และธรรมชาติ โดยเน้นย้ำถึงที่มาของอาหาร ทั้งการปลูกผักกินเอง ตลอดจนไม้ผลต่างๆ ซึ่งไม่เพียงให้ประโยชน์ในแง่ของอาหารเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น หากคุณปลูกต้นพลัมไว้ในสวน ในช่วงฤดูใบไม้ผลิก็จะเต็มไปด้วยดอกสวยงาม ขณะเดียวกันก็ยังนำมาเป็นอาหารและยาได้ด้วย

เพาะเอง ปลูกเอง (Seeding Knowledge)
              ปัจจุบันที่นิวซีแลนด์เริ่มมีการปลูกพืชผักและทำสวนชุมชนกันมากขึ้น ผู้คนส่วนใหญ่ซึมซับทักษะการทำสวนมาจากปู่ย่าตายาย รวมถึงโรงเรียนต่างๆก็มีการให้ความรู้การทำสวนและการเกษตร จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนหันมานิยมปลูกพืชผักกินได้ในสวนที่บ้าน และเริ่มหันมาใช้ชีวิตแบบไม่เร่งรีบ โดยรู้จักที่จะลงมือเพาะเมล็ดหรือปักชำต้นไม้ด้วยตัวเอง

              ทั้งหมดคือรูปแบบสวนที่กำลังเกิดขึ้นและนิยมกันในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งอิงจากวิถีชีวิตและความชื่นชอบของผู้คนเป็นหลัก เกิดเป็นสวนที่ผู้คนเข้าถึงและนำไปใช้ได้ง่าย ผู้คนที่มาชมงานส่วนใหญ่จึงล้วนมาเป็นครอบครัวและสนใจเก็บไอเดียต่างๆเพื่อนำไปจัดสวนในบ้านของตน ไม่น่าแปลกใจเลยว่าภายใต้ท้องฟ้าสีครามของไครสต์เชิร์ชก็ยังมีคู่แข่งเป็นร่มเงาไม้สีเขียวที่แผ่ปกคลุมอยู่ทั่วไป แสดงให้เห็นถึงความรักและเอาใจใส่ในสวนและต้นไม้ซึ่งเป็นจริตที่ติดตัวของคนที่นี่จริง ๆ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ellerslieflowershow.co.nz