ครสต์เชิร์ช (Christchurch) เมืองอันแสนสงบเงียบบนเกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ ดินแดนที่ได้ชื่อว่ามีความเป็น “อังกฤษ” ที่อยู่นอกเกาะอังกฤษมากที่สุด ไครสต์เชิร์ชสร้างขึ้นเมื่อปี 1850 โดยผู้อพยพชาวอังกฤษนำเอาศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมต่างๆมาไว้ที่นี่ ภายในเมืองจึงเต็มไปด้วยตึกเก่าแสนสวยงามมากมาย น่าเสียดายว่าเมื่อปี 2011 ไครสต์เชิร์ชประสบกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้บ้านเรือน อาคารสำคัญหลายแห่งพังทลายลงไปเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยความร่วมแรงแข็งขันของชาวเมืองที่ช่วยกันฟื้นฟู ไครสต์เชิร์ชในวันนี้จึงกลับมาสวยงามและน่าอยู่อีกครั้ง แม้จะยังคงเห็นร่องรอยของสิ่งก่อสร้างที่กำลังบูรณะอยู่ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราเห็นว่าแผ่นดินไหวทำอะไรที่นี่ไม่ได้ก็คือต้นไม้ใหญ่อายุตั้งแต่ไม่กี่สิบปีจนถึงนับ ร้อยปีที่ยังยืนต้นสวยงาม อวดกิ่งก้านแผ่ร่มเงาสีเขียวสมกับสมญานามเมืองกลางสวน หรือ Garden City

ในช่วงฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงเป็นเวลาที่อากาศเย็นสบายกำลังดีและท้องฟ้าสีสดแจ่มจ้า เหมาะจะจัดงานแสดงสวนซึ่งเป็นงานสำคัญของปีในประเทศนิวซีแลนด์ Ellerslie International Flower Show 2014 ตลอดสองข้างทางที่เดินไปยังงานชอุ่มเขียวด้วยต้นไม้นานาชนิด แม่น้ำเอวอนสายๆเล็กที่ผ่านเมืองนี้ก็เต็มไปด้วยธรรมชาติอันแสนสวยงาม มีฝูงเป็ดลอยเล่นหากินอยู่ในแม่น้ำ เป็นชีวิตเล็กๆในระบบนิเวศที่พบเห็นได้ทั่วไป และในที่สุดเราก็มาถึง North Hagley Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่ (อยู่ติดกับ Christchurch Botanic Gardens) ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดงานระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคม 2557ภายในงานเต็มไปด้วยการจัดประกวดมากมาย ทั้งประกวดออกแบบสวนซึ่งมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ Feature Gardens สวนโชว์ไฮไลต์ของงาน โดยมีนักออกแบบชั้นนำทั้งจากนิวซีแลนด์และประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย ตบเท้าเข้าร่วมงาน แม้ว่ารูปแบบสวนจะค่อนข้างหลากหลาย แต่ก็ยังสอดแทรกการใช้พรรณไม้ท้องถิ่นและรูปแบบสวนที่นิยมจริงๆของคนที่นี่ ประเภทต่อมาคือ Emerging Designs ผลงานของนักเรียนนักศึกษาด้านแลนด์สเคป การออกแบบ หรือพืชสวน จัดแสดงบนพื้นที่เล็กๆแต่เต็มไปด้วยไอเดียที่น่าสนใจ สุดท้ายคือ School Gardens ผลงานของโรงเรียนต่างๆ 8 แห่งในไครสต์เชิร์ชที่ให้เด็กๆชั้นประถมในโรงเรียนมาช่วยกันเนรมิตหน้าบ้านให้กลายเป็นสวนสวยซึ่งเต็มไปด้วยไอเดียและผลงานฝีมือเด็กๆ จนเรียกความสนใจจากผู้ชมได้อย่างเนืองแน่น นอกจากนี้ยังมีการประกวดและโชว์อื่นๆ ทั้ง Flower Bed Competition ที่สร้างสรรค์ผลงานพรมดอกไม้แสนสวย Floral Art Exhibits การประกวดจัดดอกไม้ ไฮไลต์อยู่ที่การให้ Young Designers มาแข่งจัดดอกไม้สดสร้างสรรค์เป็นผลงานต่างๆตามธีมทุกวัน ภายในสวนแต่ละจุดยังมีประติมากรรมจากศิลปินจัดวางโชว์แทรกกันไปอย่างกลมกลืนให้สามารถซื้อหาไปประดับบ้านได้ นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมหมุนเวียนกันทุกวัน รวมทั้งบู๊ธแสดงสินค้าตกแต่งสวนและต้นไม้อีกมากมายท่ามกลางอากาศดีและผู้คนที่ออกมาเที่ยวงานอย่างคึกคัก
สำหรับแนวโน้มของเทรนด์สวนที่เหมาะจะนำไปใช้ตกแต่งสวนในบ้าน ทางผู้จัดงานก็สรุปออกมาให้เราเข้าใจและนำไปใช้ง่ายๆ โดยเราจะพบเห็นในแต่ละสวนมากบ้างน้อยบ้างซึ่งมีดังนี้ค่ะ
การกลับมาของดอกไม้ (The Return of the Flower)
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าทิศทางของสวนมักเป็นรูปแบบที่ใช้ต้นไม้รูปทรงชัดๆและฮาร์ด สเคปแข็งๆ แต่ตอนนี้ต้องบอกว่าเทรนด์การปลูกดอกไม้เริ่มกลับมา เปรียบเหมือนสวนเป็นดั่งจานสี และดอกไม้คือหยดสีที่แต่งแต้มให้ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยสีสัน ซึ่งนอกจากจะสวยงามแล้ว ยังตัดมาประดับบ้านได้ด้วย
สร้างป่าเล็กๆสำหรับผึ้ง (Going Wild for Bees)
สวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้และละอองเกสรกันหอมหวาน ดึงดูดผึ้งให้เข้ามาอาศัยช่วยผสมเกสรพืชพรรณเหล่านี้ การสร้างทุ่งดอกไม้ป่าไว้ในสวน มาจากเทรนด์สวนในงาน Chelsea Flower Show ปีที่ผ่านมา การหว่านเมล็ดดอกไม้ป่าเหล่านี้ให้ค่อยๆเติบโตในสวน นอกจากจะช่วยเรียกผึ้งให้เข้ามาแล้ว ยังรวมถึงสัตว์เล็กๆชนิดอื่นๆที่เป็นประโยชน์ ทั้งแมงมุมและแมลงปีกแข็งต่าง ๆ
ย้ายสวนเข้ามาอยู่ในบ้าน (The Garden Moves into the Home)
การทำให้บ้านกับสวนกลายเป็นพื้นที่ส่วนเดียวกันคือแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น แต่เดิมนั้นมักมีการสร้างห้องกลางสวน แต่ตอนนี้เป็นการย้ายสวนเข้ามาอยู่ในบ้าน ไม่เพียงแค่เรื่องการปลูกต้นไม้ในบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงลวดลายดอกไม้บนของตกแต่งบ้านต่างๆ ทั้งผ้า เครื่องใช้ในบ้าน และการตกแต่งภายในให้มีบรรยากาศสวนอบอวลอยู่รอบๆ
สวรรค์ของการพักผ่อน (A Haven of Relaxation)
สวนคือแดนสวรรค์ของการพักผ่อน การออกแบบสวนให้มีพื้นที่จุดไฟสร้างความอบอุ่น (ในบ้านเราอาจปรับเป็นมุมวางเตาสำหรับปิ้งย่าง) มีอ่างอาบน้ำกลางแจ้งให้ได้นอนแช่เพื่อผ่อนคลาย ตลอดจนการทำห้องพักผ่อนเล็กๆที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว สร้างพลังและความสุขได้อย่างเหลือเชื่อ เทรนด์นี้ถือได้ว่าโดดเด่นและเห็นได้ชัดที่สุด ดูได้จากสวนโชว์หลายๆสวนภายในงานที่มีการจับเอาเรื่องนี้มาเป็นจุดเด่นในการออกแบบ
สวนสวยอย่างยั่งยืน (Sustainability is Still Going Strong)
เทรนด์นี้เกิดขึ้นมาสักพักและยังไม่หายไปไหน โดยเฉพาะในนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย เพราะเป็นรูปแบบการจัดสวนที่ไม่ได้เน้นเพียงแค่ความสวยงามอย่างเดียว แต่ยังพูดถึงการพึ่งพาตนเองของมนุษย์และธรรมชาติ โดยเน้นย้ำถึงที่มาของอาหาร ทั้งการปลูกผักกินเอง ตลอดจนไม้ผลต่างๆ ซึ่งไม่เพียงให้ประโยชน์ในแง่ของอาหารเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น หากคุณปลูกต้นพลัมไว้ในสวน ในช่วงฤดูใบไม้ผลิก็จะเต็มไปด้วยดอกสวยงาม ขณะเดียวกันก็ยังนำมาเป็นอาหารและยาได้ด้วย
เพาะเอง ปลูกเอง (Seeding Knowledge)
ปัจจุบันที่นิวซีแลนด์เริ่มมีการปลูกพืชผักและทำสวนชุมชนกันมากขึ้น ผู้คนส่วนใหญ่ซึมซับทักษะการทำสวนมาจากปู่ย่าตายาย รวมถึงโรงเรียนต่างๆก็มีการให้ความรู้การทำสวนและการเกษตร จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนหันมานิยมปลูกพืชผักกินได้ในสวนที่บ้าน และเริ่มหันมาใช้ชีวิตแบบไม่เร่งรีบ โดยรู้จักที่จะลงมือเพาะเมล็ดหรือปักชำต้นไม้ด้วยตัวเอง
ทั้งหมดคือรูปแบบสวนที่กำลังเกิดขึ้นและนิยมกันในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งอิงจากวิถีชีวิตและความชื่นชอบของผู้คนเป็นหลัก เกิดเป็นสวนที่ผู้คนเข้าถึงและนำไปใช้ได้ง่าย ผู้คนที่มาชมงานส่วนใหญ่จึงล้วนมาเป็นครอบครัวและสนใจเก็บไอเดียต่างๆเพื่อนำไปจัดสวนในบ้านของตน ไม่น่าแปลกใจเลยว่าภายใต้ท้องฟ้าสีครามของไครสต์เชิร์ชก็ยังมีคู่แข่งเป็นร่มเงาไม้สีเขียวที่แผ่ปกคลุมอยู่ทั่วไป แสดงให้เห็นถึงความรักและเอาใจใส่ในสวนและต้นไม้ซึ่งเป็นจริตที่ติดตัวของคนที่นี่จริง ๆ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ellerslieflowershow.co.nz